วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข้อสอบกลางภาค ข้อที่ 1

1. เมื่อมีความจำเป็นในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา นักศึกษาจงนำเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรที่มีรายละเอียดข้อมูล ประกอบแผนภูมิ ตามประเด็นต่างๆ โดยเขียนอธิบายในลักษณะกระบวนการปฏิบัติงานกลุ่มในการเรียนรู้วิชานี้ ดังต่อไปนี้
1)      คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร
2)      แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร
3)      การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
4)      การศึกษาการใช้หลักสูตรภาคสนาม

1) คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร โดยระบุบทบาทหน้าที่ และขอบข่ายการปฏิบัติ
คณะกรรมการในการพัฒนาหลักสูตร
1.       นางสาวจุฑาพร  สำเภาแก้ว                           ประธาน
2.       นางสาวนพวรรณ  แสงสีทอง                          รองประธาน
3.       นางสาวสุวิมล  สุขเกษม                                คณะกรรมการด้านปรัชญา
4.       นางสาวนิศารัตน์  รักอู่                                 คณะกรรมการด้านจิตวิทยา
5.       นางสาวกตัญญุตา  ริมหนองอ่าง                       คณะกรรมการด้านสังคม
บทบาทหน้าที่และขอบข่ายการปฏิบัติงานของคณะกรรมการทั้ง  3 กลุ่ม
1.       คณะกรรมการด้านปรัชญา
-  กำหนดรูปแบบวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกันในทุกขั้นตอน
2.       คณะกรรมการด้านจิตวิทยา
-  มุ่งเน้นที่ผู้เรียน กำหนดหลักการในการคัดสรรผู้เรียน โดยพิจารณาจากความถนัดที่แตกต่างกันและจัดการเรียนการสอนให้ครอบคลุมผู้เรียนในทุกด้านเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
3.       คณะกรรมการด้านสังคม
-  พิจารณาโครงสร้างทางสังคมและสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ให้คนชุมชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร
-   พิจารณาสถานภาพทางสังคมของคนในชุมชนเพื่อเป็นแนวการพัฒนากิจกรรมของหลักสูตรให้ผู้เรียนมีเจตคติ ค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสมกับสภาพสังคมนั้นๆ
คณะกรรมการตรวจสอบหลักสูตร
       -    ตรวจโดยคณะกรรมการจัดทำหลักสูตร         นางสาวชุติมา  รักรอด
       -    ตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ                            ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุเทพ อ่วมเจริญ
2)  แบบจำลองการพัฒนาหลักสูตร (Curriculum Development Model) : 
          รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ (Rulph W.Tyler) ในการจัดหลักสูตรและการสอนนั้นควรจะตอบคำถามพื้นฐาน 4 ประการ คือ         
            1. มีความมุ่งหมายทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจะแสวงหา
          2. มีประสบการณ์ทางการศึกษาอะไรบ้างที่โรงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อช่วยให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้
          3. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไร จึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ
4. จะประเมินประสิทธิผลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไรจึงจะตัดสินได้ว่าบรรลุถึงจุดประสงค์ที่กำหนดไว้
3) การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร
         - นำหลักสูตรและแผนการสอนให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
         - นำคำแนะนำที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมารวบรวมแล้วนำมาปรับปรุงหลักสูตร
         - ตรวจสอบหลักสูตรว่ามีส่วนใดบ้างที่ต้องปรับปรุงแล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม
         -  จัดหมวดหมู่ รายงานคุณภาพหลักสูตรว่ามีหัวข้อใดบ้าง
         -  ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินหลักสูตรอีกครั้ง แล้วนำหลักสูตรและแผนการสอนไปปฏิบัติจริงในโรงเรียน
4) การศึกษาการใช้หลักสูตรภาคสนาม
งานบริหาร
- เข้าพบผู้ช่วยฝ่ายวิชาการเพื่อแจ้งเรื่องการนำหลักสูตรไปใช้
เข้าพบผู้อำนวยการ โรงเรียนศรีวิชัยเพื่อส่งหนังสือขออนุญาตใช้หลักสูตรและให้ผู้อำนวยการโรงเรียน เซ็นอนุมัติการใช้หลักสูตรในสถานศึกษา
งานสอน
นำหลักสูตรและแผนการสอนไปปฏิบัติงานจริงในโรงเรียนในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2556 
เวลา 12.50 น. ณ  โรงเรียนศรีวิชัย
         งานนิเทศ
         - ครูพี่เลี้ยงและหัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมประเมินผลจากการจัดกิจกรรม
         การเรียนการสอนภายในโรงเรียน

ข้อสอบกลางภาค ข้อที่ 2

2. ในการพัฒนาหลักสูตรต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนาด้านใดบ้าง อย่างไร นักศึกษาเห็นว่าเนื้อหาสาระใดมีความสำคัญยิ่ง จงนำเสนอแนวคิดถึงความสำคัญ
           ในการพัฒนาหลักสูตร ต้องอาศัยพื้นฐานการพัฒนา 4 ด้าน คือ ด้านจิตวิทยา ด้านปรัชญาทางการศึกษา ด้านสังคม และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยทั้ง 4 ด้านมีความสำคัญเท่ากัน ไม่มีด้านใดที่สำคัญน้อยกว่าด้านอื่นๆ เพราะในการพัฒนาหลักสูตรนั้นจะขาดด้านใดด้านหนึ่งไปไม่ได้ มิฉะนั้นหลักสูตรจะไม่สมบูรณ์ เช่น หากขาดด้านปรัชญาทางการศึกษา วิสัยทัศน์จะไม่มีประสิทธิภาพ และทำให้การสร้างหลักสูตรขั้นตอนต่างๆไม่มีประสิทธิภาพตาม โดยหากเปรียบเทียบความสำคัญของแต่ละด้านเข้ากับสามเหลี่ยมการเรียนรู้แล้ว จะได้ดังนี้

สามเหลี่ยมการเรียนรู้

L
(Learner)
           ด้านจิตวิทยา : จิตวิทยาเป็นสิ่งกำหนดรูปแบบของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับช่วงวัยและพัฒนาการแต่ละด้านของผู้เรียน เพื่อให้การจัดการศึกษาใดๆ เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนมากที่สุด โดยจัดให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาในปัจจุบันที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยนำด้านจิตวิทยามาใช้ในเรื่องพัฒนาการและการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นสิ่งที่นำมาคัดเลือกนักเรียน
1. พฤติกรรมนิยม: เน้นการศึกษาพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน
2. ปัญญานิยม: เน้นการศึกษาเรื่องระบบภายในสมอง เช่น การเข้าใจสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้
3. มนุษยนิยม: มองในเรื่องของความเป็นคน
4. พุทธิปัญญานิยม: เน้นในเรื่องกระบวนการคิด การให้เหตุผลของนักเรียน
พื้นฐานด้านจิตวิทยา เปรียบได้กับด้าน L หรือ Learner ของสามเหลี่ยมการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดแนวทางการสอนให้สอดคล้องกับตัวผู้เรียน หรือการสอนโดยเห็นผู้เรียนเป็นสำคัญ
            ด้านปรัชญา : ปรัชญาเป็นสิ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษา แนวการจัดหลักสูตรและการสอน มีความสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรโดยเป็นสิ่งกำหนดให้การพัฒนาหลักสูตรเป็นไปอย่างสอดคล้องและเป็นแนวทางเดียวกันตลอดทุกขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตร กำหนดจุดมุ่งหมายการเลือกและจัดเนื้อหา กิจกรรม วิธีนำหลักสูตรไปใช้ ตลอดจนการประเมินหลักสูตร ใช้เป็นตัวอธิบายว่าหลักสูตรจะเน้นอะไรบ้าง และนำมาใช้ในการกำหนดวิสัยทัศน์ของหลักสูตร
1. ปรัชญาสารัตถนิยม: เป็นการเน้นทางด้านวิชาการ คือ เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาสาระต่างๆ ให้กับนักเรียน
2. ปรัชญาอัตถิภาวนิยม: เป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น ครูตีไม่ได้ ว่าไม่ได้
3. ปรัชญาปฏิรูปนิยม: เป็นการเน้นด้านสังคม คือ เน้นให้ผู้เรียนเข้าไปมีส่วนร่วม
  ในกิจกรรมของสังคม
พื้นฐานด้านปรัชญา เปรียบได้กับด้าน K หรือ Knowledge ของสามเหลี่ยมการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดเนื้อหา ความรู้ ที่ผู้เรียนพึงได้รับ กล่าวคือเป็นด้านที่เน้นความรู้เป็นสำคัญ
            ด้านสังคม : สังคมเป็นสิ่งกำหนดวิถีทางการจัดการศึกษา อิทธิพลของสังคมจะส่งผลต่อเจตคติ ค่านิยมและพฤติกรรมของบุคคล โดยหลักสูตรจะต้องตอบสนองต่ออิทธิพลเหล่านี้เพื่อนำไปสู่เจตคติ ค่านิยมและพฤติกรรมที่เหมาะสม
1. สังคมเกษตรกรรม: การให้ลงมือปฏิบัติเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องคิดพิจารณาสิ่งที่เรียน
2. สังคมอุตสาหกรรม: คนทำงานตามคำสั่ง ไม่ละเมิดกฎ คนทำงานเหมือนเป็นหุ่นยนต์
3. สังคมสารสนเทศ: เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร ผู้ใดข้อมูลมาก จะยิ่งมีอำนาจและเห็นช่องทางในการทำงานมากขึ้น
4. สังคมฐานข้อมูลความรู้: เป็นยุคของการกระจายข้อมูล สารสนเทศและความรู้ ไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและสารสนเทศ
5. สังคมปัญญาประดิษฐ์: ยุคของคอมพิวเตอร์ สร้างเพื่อให้เรียนรู้ เข้าใจความสามารถของมนุษย์ เพื่อสามารถทำงานได้แทนมนุษย์หรือส่งเสริมกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ให้ได้ดียิ่งขึ้น มีการสร้างภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่ม
พื้นฐานด้านสังคม เปรียบได้กับด้าน S หรือ Society ของสามเหลี่ยมการเรียนรู้ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดวิถีทางการเรียนรู้ โดยให้สอดคล้องกับสภาพสังคม กล่าวคือเป็นด้านที่เน้นสังคมเป็นสำคัญ

ข้อสอบกลางภาค ข้อที่ 3

3. การพัฒนาหลักสูตรมีกี่ขั้นตอนอย่างไรบ้าง จงยกตัวอย่าง Model อธิบายองค์ประกอบแต่ละ Model และสรุปความเห็นกรณีที่องค์ประกอบในการพัฒนาหลักสูตรหายไป

Tyler’s Model of Curriculum Development

ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของ  Tyler สามารถแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่
1.  การวางแผนหลักสูตร (Planning)
2.  การออกแบบหลักสูตร (Design)
3.  การจัดการหลักสูตร (Organize)
4.  การประเมินหลักสูตร (Evaluation)
          การนำขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดของ Tyler มาประยุกต์ใช้กับหลักสูตรของกลุ่มผู้จัดทำได้ดังต่อไปนี้
         ขั้นตอนที่ 1 การวางแผนหลักสูตร โดยการศึกษาความต้องการของผู้เรียน สังคม ชุมชน เนื้อหาวิชา รวมทั้งปรัชญาทางการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา รวมทั้งกฎเกณฑ์ข้อระเบียบต่างๆ โดยทางกลุ่มจัดทำหลักสูตรได้เดินทางไปสังเกตสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ความสามารถ ทัศนะคติ ความต้องการของผู้เรียนต่อวิชาศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งจิตวิทยาการศึกษา และกฎเกณฑ์ข้อระเบียบต่างๆที่โรงเรียนศรีวิชัย เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2556 เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางในการจัดทำหลักสูตร และนำมาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ต่างๆให้สอดคล้องกับสภาพสังคม เนื้อหาวิชา ปรัชญาและจิตวิทยาทางการศึกษา รวมถึงความสามารถของผู้เรียนมากที่สุด
          ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบหลักสูตร จากการสังเกตการเรียนการสอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ½ พบว่าผู้เรียนค่อนข้างมีทัศนะคติที่ไม่ดีต่อวิชาศาสนาและวัฒนธรรม พื้นฐานความรู้วิชาศาสนาและวัฒนธรรมมีพอสมควร ไม่ชอบการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาทางวิชาการ ทางกลุ่มจึงออกแบบหลักสูตรเพื่อสอดคล้องกับสภาพจริงของผู้เรียนโดยกำหนดวิสัยทัศน์ จุดประสงค์ของหลักสูตร การจัดเนื้อหาวิชา กิจกรรมการเรียนการสอน
ขั้นตอนที่ 3 การจัดการหลักสูตร นำหลักสูตรที่ปรับแก้แล้วไปลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2โรงเรียนศรีวิชัย
ขั้นตอนที่ 4 การวัดและประเมินผล นำหลักสูตรที่ใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ไปให้ทางโรงเรียนศรีวิชัยเป็นผู้วัดและประเมิน
          การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องมีองค์ประกอบครบทุกด้าน หากมีบางองค์ประกอบขาดหายไป จะไม่เป็นการพัฒนาที่สมบูรณ์ และไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดกับตัวผู้เรียน

ข้อสอบกลางภาค ข้อที่ 4

  4. การนำหลักสูตรไปใช้มีนักการศึกษาใดหรือใครที่เสนอแนะไว้ว่าควรคำนึงถึงปัจจัยใดบ้าง อย่างไร
การนำหลักสูตรไปใช้ควรคำนึง 3 ปัจจัย คือ ด้านการบริหาร ด้านการสอน และด้านการประเมิน  
     1. ด้านการบริหาร :       
              ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเพื่อให้การใช้หลักสูตรในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้บริหารจะทำความเข้าใจ พิจารณาจุดมุ่งหมายของหลักสูตรและการสอน และความสอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียนและชุมชนอย่างไร การนำหลักสูตรไปใช้จะเริ่มตั้งแต่
     - เข้าพบรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการเพื่อขออนุญาตใช้หลักสูตร
     - ผู้อำนวยการโรงเรียนตรวจสอบหลักสูตรและอนุมัติให้ใช้หลักสูตร (Validating)
     - พบครูพี่เลี้ยง เพื่อเสนอสิ่งที่จะนำมาสอนในแผนการสอน ทั้งเรื่องของเนื้อหาและสื่อการสอน โดยบางโรงเรียนอาจสามารถขอทุนในการทำสื่อการสอนหรือมีอุปกรณ์ในการทำสื่อการสอนให้ใช้  หากผ่านการพิจารณาแล้วสามารถนำหลักสูตรและแผนการสอนมาใช้ในการสอนได้ แต่หากมีข้อแก้ไข ต้องนำมาแก้ไขให้ถูกต้องและเหมาะสมก่อนนำหลักสูตรและแผนการสอนไปใช้จริง
 2. ด้านการสอน 
          นำหลักสูตรมาใช้ในการทำแผนการสอน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ จากการทำหลักสูตร ครูจะต้องแสวงหาความรู้ในเรื่องที่จะสอน ทำความเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลในด้านต่างๆ ของนักเรียน สร้างวิธีการวัดและประเมินผลนักเรียน ตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นระยะๆ เพื่อหาทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของนักเรียน เพื่อนำมาใช้ในการสร้างหลักสูตรที่เหมาะสมกับนักเรียนและโรงเรียนโดยนำมาใช้ในการสร้างแผนการสอนว่าจะสอนอะไรและจะสอนอย่างไร โดยจะดูที่วิสัยทัศน์และพันธะกิจ โดยอาจใช้วิธีกัลยาณมิตร (Peer coaching) มาช่วยในการออกแบบและปรับแก้ไขแผนการสอน เมื่อทำแผนการสอนเรียบร้อย ต้องนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและนำมาแก้ไขก่อนนำแผนการสอนที่แก้ไขแล้วไปใช้จริง
   3. ด้านการประเมิน :
     ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ช่วยประเมินหลักสูตรที่จะนำไปใช้ในสถานศึกษา ว่าหลักสูตรสมบูรณ์หรือไม่ ต้องแก้ตรงเรื่องใดบ้าง โดยนำหลักสูตรและแผนการสอนที่สร้างไปให้ศึกษานิเทศก์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และนำคำแนะนำที่ได้มาแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง

ข้อสอบกลางภาค ข้อที่ 5

 5. การประเมินผลการเรียนรู้และการประเมินหลักสูตรมีแนวคิด วิธีการ อย่างไร เพื่อที่จะทราบว่าหลักสูตรนี้บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่กำหนดไว้หรือไม่
                  การประเมินผลหลักสูตรเพื่อที่จะทราบว่าหลักสูตรที่เราได้สร้างขึ้นนั้นเมื่อนำไปใช้จะสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ มีหลายหลายแนวคิดและวิธีการ โดยในขั้นแรก เมื่อสร้างหลักสูตรเรียบร้อยแล้วก็นำหลักสูตรที่ได้ให้กรรมการการสร้างหลักสูตร (สมาชิกในกลุ่ม) ตรวจสอบรายการที่สร้างขึ้นว่ามีสาระมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดว่าถูกต้องตรงตามหลักสูตรแกนกลางหรือไม่ หลังจากนั้นก็นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญในด้านการสร้างหลักสูตรตรวจสอบหลักสูตรอีกครั้งเพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถมองหลักสูตรได้ตรงจุด แล้วรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและนำไปแก้ไขหลักสูตรก่อนที่จะนำไปใช้ นอกจากนี้ทางกรรมการสร้างหลักสูตรยังได้ใช้รูปแบบการประเมินหลักสูตรระหว่างและหลังการใช้หลักสูตรของ Ralph W. Tyler ซึ่งเป็นรูปแบบที่เน้นการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากหลักสูตรหรือยึดจุดมุ่งหมายเป็นหลัก รูปแบบการประเมินแนวนี้ เน้นการตัดสินคุณค่าตาม จุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ในหลักสูตร การประเมินจึงมีลักษณะของการเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริงกับผลที่คาดหวังไว้ ดังนั้น จุดมุ่งหมายจึงถูกใช้เป็นเกณฑ์สำหรับตัดสินว่าหลักสูรที่ได้สร้างขึ้นบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ ส่วนกระบวนการทางการทางการศึกษาจะมีอยู่เน้น โดยการศึกษารายละเอียดขององค์ประกอบของกระบวนการจัดการศึกษา 3 ส่วนคือ จุดมุ่งหมายทางการศึกษา การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
โดยมีขั้นตอนการประเมินดังนี้
1.  ศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตร (Goals)
2.  กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral objectives) ให้ชัดเจน
3.  กำหนดสถานการณ์ / เนื้อหา / เทคนิควิธีการวัด
4.  สร้างเครื่องมือวัด
5.  เก็บรวบรวมข้อมูล
6. วิเคราะห์ผล
การประเมินหลักสูตรตามแนวคิดของ Tyler จะเห็นว่าเป็นการยึดความสำเร็จของผู้เรียนส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน โดยอาศัยการวัดพฤติกรรมก่อน และหลังเรียน (pre-post measurement) และมีการกำหนดเกณฑ์ไว้ก่อนล่วงหน้าว่าความสำเร็จระดับใดจึงจะประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้ การประเมินผลในลักษณะนี้จึงเป็นการประเมินผลสรุป (summative evaluation) มากกว่าการประเมินผลความก้าวหน้า (formative evaluation)

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนหรือผลสัมฤทธิ์ที่เกิดกับผู้เรียน ถ้าหากผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ถือว่าหลักสูตรที่สร้างขึ้นนั้นสัมฤทธิ์ผล แต่ถ้าไม่บรรลุผลตามที่กำหนดไว้ จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรใหม่          

กิจกรรมท้ายบท กิจกรรมที่ 1

กิจกรรมที่ 1ปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรตามความสนใจ ตามประเด็นสำคัญต่อไปนี้
1.1 ศึกษานิยาม/ความหมาย หลักสูตรแล้วสรุปนิยาม/ความหมาย หลักสูตร
           เซยเลอร์  อเล็กซานเดอร์  และเลวิส (Sayler, Alexander and Lewis. 1981 : 8)  ได้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้ว่า  หลักสูตร  หมายถึง  แผนการเรียนการสอนที่จัดโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่บุคคลที่ได้รับการศึกษา
          บีน  และคนอื่นๆ  (Beane & others. 1986 : 34 - 35)  สรุปความหมายของหลักสูตรไว้โดยใช้เกณฑ์ความเป็นรูปธรรม  (Concrete) ไปสู่นามธรรม  (Abstract)  และจากการยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง (School - centered) ไปสู่การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner - centered) โดยได้อธิบายไว้  ดังนี้
             1.  หลักสูตร  คือ  ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกระบวนการจัดการศึกษา  (Curriculum  as  product)
             2.  หลักสูตร  คือ  โครงการหรือแผนการในการจัดการศึกษา  (Curriculum  as  program)
             3.  หลักสูตร  คือ  การเรียนรู้ที่กำหนดไว้อย่างมีความหมาย  (Curriculum  as  intended  learning)
             4.  หลักสูตร  คือ  ประสบการณ์ของผู้เรียน  (Curriculum  as experience  of  the  learner)
          โอลิวา  (Oliva. 1992 : 8 – 9)  ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตร  โดยแบ่งเป็น
              1. การให้นิยามโดยยึดจุดประสงค์  (Purpose)  หลักสูตร  จึงมีภาระหน้าที่ที่จะทำให้ผู้เรียนควรจะเป็นอย่างไรหรือมีลักษณะอย่างไร หลักสูตรแนวคิดนี้จึงมีความหมายในลักษณะที่เป็นวิธีการที่นำไปสู่ความสำเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย  เช่น  หลักสูตร คือการถ่ายทอด  มรดกทางวัฒนธรรม  หลักสูตร  คือ การพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน   เป็นต้น
              2.  การให้นิยามโดยยึดบริบทหรือสภาพแวดล้อม  (Contexts)  นิยามหลักสูตรในลักษณะนี้  เป็นการอธิบายถึงลักษณะทั่วไปของหลักสูตร  ซึ่งแล้วแต่ว่าเนื้อหาสาระของหลักสูตรมีลักษณะเป็นอย่างไร  เช่น  หลักสูตรที่ยึดเนื้อหาวิชา  หลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหลักสูตรเพื่อการปฏิรูปสังคม  เป็นต้น
              3.  การให้นิยามโดยยึดวิธีดำเนินการหรือยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการให้นิยามหลักสูตร  ในเชิงวิธีดำเนินการที่เป็นกระบวนการ  ยุทธศาสตร์หรือเทคนิควิธีการที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน  เช่น  หลักสูตร คือกระบวนการแก้ปัญหา  หลักสูตร คือการทำงานกลุ่ม  หลักสูตร คือการเรียนรู้รายบุคคล  หลักสูตร คือโครงการหรือแผนการจัดการเรียนการสอน  เป็นต้น
           โอลิวา ได้สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า  หลักสูตร คือ  แผนงานหรือโครงการที่จัดประสบการณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้เรียนโดยแผนงานต่างๆ จะถูกกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร  มีขอบเขตกว้างขวาง  หลากหลาย  เพื่อเป็นแนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ต้องการ ดังนั้น หลักสูตรอาจเป็นหน่วย (Unit) เป็นรายวิชา (Course) หรือเป็นรายวิชาย่อย (Sequence of courses)  ทั้งนี้แผนงานหรือโครงการทางการศึกษาดังกล่าว อาจจัดขึ้นได้ทั้งในและนอกชั้นเรียน ภายใต้การบริหารและดำเนินงานของสถานศึกษา
          โซเวลล์  (Sowell. 1996 : 5)  ได้กล่าวว่า   มีผู้อธิบายความหมายของหลักสูตรไว้อย่างมากมาย เช่น หลักสูตรเป็นการสะสมความรู้ดั้งเดิม เป็นวิธีการคิด เป็นประสบการณ์ที่ถูกกำหนดไว้  เป็นแผนการจัดสภาพการเรียนรู้ เป็นความรู้และคุณลักษณะของผู้เรียน เป็นเนื้อหาและกระบวนการ  เป็นแผนการเรียนการสอน เป็นจุดหมายปลายทางและผลลัพธ์ของการจัดการเรียนการสอนและเป็นผลผลิตของระบบเทคโนโลยี เป็นต้น  โซเวลล์  ได้อธิบายว่า  เป็นเรื่องปกติที่นิยามความหมายของหลักสูตรมีความแตกต่างกันไปเพราะบางคนให้ความหมายของหลักสูตรในระดับที่แตกต่างกันหรือไม่ได้แยกหลักสูตรกับการจัดการเรียนการสอน แต่อย่างไรก็ตาม โซเวลล์ ได้สรุปว่า หลักสูตร คือการสอนอะไรให้กับผู้เรียน  ซึ่งมีความหมายที่กว้างขวางที่รวมทั้งข้อมูลข่าวสาร ทักษะ และ ทัศนคติ ทั้งที่ได้กำหนดไว้และไม่ได้กำหนดไว้ให้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษา
          ชมพันธุ์   กุญชร    อยุธยา  (2540 : 3 – 5)  ได้อธิบายความหมายของ หลักสูตรว่า   มีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ความหมายที่แคบสุดจนถึงกว้างสุด  ซึ่งสามารถจำแนกความคิดเห็นของนักการศึกษาที่ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตรแบ่งออกเป็น  2  กลุ่มใหญ่ๆ  ได้ดังนี้
             1. หลักสูตร  หมายถึง  แผนประสบการณ์การเรียน  นักการศึกษาที่มีความคิดเห็นว่า  หลักสูตร หมายถึง  แผนประสบการณ์การเรียนนั้น  มองหลักสูตรที่เป็นเอกสารหรือโครงการของการศึกษาที่สถาบันการศึกษาไว้วางแผนไว้  เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามแผนหรือโครงการที่กำหนดไว้  หลักสูตรตามความหมายนี้ หมายรวมถึงแผนการเรียนหรือรายวิชาต่างๆ ที่กำหนดให้เรียนรวมทั้งเนื้อหาวิชาของรายวิชาต่างๆ กิจกรรมการเรียนการสอน และการประเมินผล ซึ่งได้กำหนดไว้ในแผนความคิดเห็นของนักการศึกษากลุ่มนี้ ไม่รวมถึงการนำหลักสูตรไปใช้หรือการเรียนการสอนที่ปฏิบัติจริง
             2. หลักสูตร  หมายถึง  ประสบการณ์การเรียนของผู้เรียน  ที่สถาบันการศึกษาจัดให้แก่ผู้เรียนประกอบด้วย  จุดมุ่งหมาย  เนื้อหา  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  การประเมินผล
           รุจิร์  ภู่สาระ  (2545 : 1)  ได้อธิบายความหมายของหลักสูตรว่า  หมายถึง  แผนการเรียน ประกอบด้วยเป้าหมาย  และจุดประสงค์เฉพาะที่จะนำเสนอและจัดการเนื้อหา  รวมถึงแบบของการเรียนการสอนตามจุดประสงค์  และท้ายที่สุดจะต้องมีการประเมินผลของการเรียน
          นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า "หลักสูตร" ด้วยอักษรย่อ SOPEA  ซึ่งหมายถึง
                - S (Curriculum as Subjects and Subject Matter) 
                      หลักสูตร คือ รายวิชาหรือเนื้อหาวิชาที่เรียน
                - O (Curriculum as Objectives)
                      หลักสูตร คือ จุดหมายที่ผู้เรียนพึงบรรลุ
                 - P (Curriculum as Plans)
                       หลักสูตร คือ แผนสำหรับจัดโอกาสการเรียนรู้หรือประสบการณ์แก่นักเรียน
                 - E (Curriculum as Learners, Experiences)
                       หลักสูตร คือ ประสบการณ์ทั้งปวงของผู้เรียนที่จัดโดยโรงเรียน
                 - A (Curriculum as Educational Activities)
                       หลักสูตร คือ กิจกรรมทางการศึกษาที่จัดให้กับนักเรียน
          หลักสูตรในความหมายเดิม จะหมายถึง รายวิชาต่าง ๆ ที่นักเรียนจะต้องเรียนส่วนความหมายใหม่ จะหมายถึง มวลประสบการณ์ทั้งหมดที่นักเรียนจะได้ภายใต้คำแนะนำ และความรับผิดชอบของโรงเรียน
          หากจะสรุปความหมายของหลักสูตรจากนักการศึกษาหลายท่านพอจะสรุปได้ดังนี้
1. หลักสูตรในฐานะที่เป็นวิชาเนื้อหาสาระที่จัดให้แก่ผู้เรียน
2. หลักสูตรในฐานะที่เป็นเอกสารหลักสูตร
3. หลักสูตรในฐานะที่เป็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะให้แก่นักเรียน
4. หลักสูตรในฐานะแผนสำหรับจัดโอกาสการเรียนรู้หรือประสบการณ์ที่คาดหวังแก่นักเรียน
5. หลักสูตรในฐานะที่มวลประสบการณ์
6. หลักสูตรในฐานะที่เป็นจุดหมายปลายทาง
7. หลักสูตรในฐานะที่เป็นระบบการเรียนการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
           นอกจากนั้นยังมีคำที่มีความหมายใกล้เคียงกับหลักสูตรอีก เป็นต้นว่า
          1. โปรแกรมการเรียน (A Program of Studies) คำนี้ใช้แทนความหมายของหลักสูตร ซึ่งคนทั่ว ๆไปใช้ คล้ายกับรายการเรียงลำดับรายวิชา ปัจจุบันยังมีการใช้คำนี้ในการ จัดการศึกษาอุดมศึกษาโดยการจัดลำดับรายวิชา
          2. เอกสารการเรียน (A Docment) เป็นการให้ความหมายของหลักสูตร ตามจุดมุ่งหมายที่ จะให้ศึกษา เพื่อเสนอต่อผู้มาติดต่อที่สถานศึกษา
          3. แผนการจัดกิจกรรม (Planned Experiences) หมายถึง กิจกรรมทั้งมวลที่โรงเรียน จัดให้นักเรียนและการวางแผนหลักสูตรเป็นการเตรียมการให้โอกาสกับผู้เรียน
          4. หลักสูตรแฝง (Hidden Curriculum) หมายถึง หลักสูตรที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า
          หลักสูตรถือว่ามีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาทุกระดับ หลักสูตรระบุสิ่งที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนและแนวทางจัดให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ หลักสูตรเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวในการสร้างบ้าน ส่วนการสอนเป็นกระบวนการหรือวิธีการ หลักสูตรจะระบุสิ่งที่จะสอนในโรงเรียนระบุสิ่งที่ผู้เรียนควรจะเรียนรู้ (เนื้อหา)
         ในการศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่า  หลักสูตร หมายถึง  แนวการจัดประสบการณ์ และ/หรือ เอกสาร ที่มีการจัดทำเป็นแผนการจัดสภาพการเรียนรู้หรือโครงการจัดการศึกษา โดยมีการกำหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกำหนดไว้    
1.2 วิพากษ์ นิยาม/ความหมายของ หลักสูตร
จากแนวคิดของนักการศึกษาหลายท่านดังกล่าวพบว่า    มีการให้นิยามแตกต่างกันไป ทั้งนี้เพราะแต่ละคนมีเกณฑ์ที่ใช้ในการอธิบายแตกต่างกัน เนื่องจากคำว่า หลักสูตรมีความหมายกว้าง และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรายวิชาที่อยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น แต่มีความหมายที่หลากหลาย ทั้งศาสตร์และศิลป์ที่อยู่นอกห้องเรียน บ้างก็ว่าคือข้อกำหนด บ้างก็ว่าคือแผนงาน บ้างก็ว่าคือประสบการณ์ การให้คำนิยามดังกล่าวอยู่ที่ความเชื่อ ความเข้าใจ และมวลประสบการณ์เดิมของคนนั้นๆ นอกจากนั้นก็ให้นิยามตามวิธีดำเนินการ กระบวนการ ยุทธศาสตร์ หรือแม้แต่เทคนิค วิธีจัดการเรียนการสอน


กิจกรรมท้ายบท กิจกรรมที่ 2

กิจกรรมที่ 2 : ศึกษาประวัติการศึกษาของประเทศไทย แล้วนำมาวิเคราะห์ ตามประเด็นต่อไปนี้
 2.1 ศึกษาประวัติการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ฉบับแรกถึงปัจจุบัน ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร
แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2475) ถึงปัจจุบัน แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552- 2559)   
ภายหลังที่ได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยแต่ละคณะ ต่างก็ได้พยายามทำนุบำรุงและพัฒนาการศึกษาตลอดมา และได้มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านการศึกษาขึ้น นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ได้มีการใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ดังนี้
1. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2475 ในแผนการศึกษาฉบับนี้เน้นให้การศึกษา 3 ส่วน คือ จริยศึกษา เป็นการอบรมศีลธรรมอันดีงาม พุทธิศึกษา ให้ปัญญาความรู้ และพลศึกษา เป็นการฝึกหัดให้เป็นผู้มีร่างกายสมบูรณ์
2. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479 ในสมัย พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา(พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรีแผนการศึกษาฉบับนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผน ปี พ.ศ.2475  เนื่องจากว่าแผนการศึกษาฉบับปี 2475 นั้นมีระยะเวลาในการศึกษาสามัญยาวเกินสมควร คือต้องเรียนสายสามัญ 12 ปี และยังต้องเข้าเรียนต่อสายวิสามัญอีก แผนการศึกษา 2479 นี้กำหนดระยะเวลาของการเรียนชั้นประถมศึกษาเพียง 4 ปี ทั้งนี้เป็นเพราะต้องการเร่งรัดให้ประชาชนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับถึงกึ่งหนึ่งโดย เร็วโดยปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเน้นให้การศึกษาทั้ง 3ด้าน
3.  แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี   ในแผนนี้ได้เพิ่ม หัตถกรรมคือการฝึกหัดอาชีพและการประกอบอาชีพเข้ามาอีกรวมเป็น 4 ส่วน จึงเป็นองค์สี่แห่งการศึกษาคือ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา(ได้อิทธิพลปรัชญาการศึกษาแบบอเมริกัน)  และได้มีการกล่าวถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาผู้ใหญ่ด้วย แผนการศึกษาฉบับนี้ได้ยกฐานะกองโรงเรียนประชาบาลในกรมสามัญศึกษาขึ้นเป็นกรมประชาศึกษา เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาพิเศษ นอกจากนี้ยังมีความพยายามขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7 ปีอีกด้วย
4. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี แผนนี้ได้นำเอาแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2494 มาปรับปรุงใหม่  เพื่อสนองความต้องการของสังคมและบุคคล โดยให้สอดคล้องกับการปกครองประเทศ แผนนี้ร่างโดยคณะกรรมการ 77คนจากหลายสาขาอาชีพโดยมี หม่อมหลวง ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในขณะนั้นเป็นประธาน จากแผนฯนี้ได้ขยายการศึกษาภาคบังคับเป็น 7ปี  จัดเน้นให้การศึกษา 4 ส่วน  และได้จัดระบบการศึกษา เป็น 7:3:2 (ประถม 7 ปี (ศึกษาภาคบังคับ) มัธยมต้น 3 ปี มัธยมปลาย 2 ปี) แผนนี้มีอายุการใช้ยาวนานที่สุดถึง 16 ปี
5. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2512 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจรเป็นายกรัฐมนตรี  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าสมควรให้คณะบุคคลหรือเอกชนได้มีส่วนร่วมในการให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดาในระดับชั้นอุดมศึกษาได้ด้วย จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมความในประกาศเรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติเสียใหม่ให้สอดคล้องด้วยวัตถุประสงค์ดังว่านี้จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกความใน 23. แห่งประกาศเรื่อง แผนการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งประกาศ  วันที่ 20 ตุลาคม .. 2503 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทนการจัดให้มีสถานศึกษานั้น รัฐใช้วิธีแบ่งแง คือ รัฐจัดเองบ้าง และส่งเสริมให้คณะบุคคลหรือเอกชนจัดบ้าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม .. 2512 เป็นต้นไป
6. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2520 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในแผนนี้ต้องการปรับปรุงแผนการศึกษาให้สนองความต้องการและการเปลี่ยนแปลงใน สังคม เพื่อสามารถอบรมพลเมืองให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จัดระบบการศึกษาเป็น 6:3:3 โดยได้ลดชั้นประถมลง 1 ปี และเพิ่มชั้นมัธยมปลาย 1 ปี  เท่าระบบปัจจุบัน แต่เวลาเรียนยังเป็น 12 ปี  แผนการศึกษาฉบับนื้ยังได้ให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นพิเศษ อีกด้วย แผนการศึกษาแห่งชาติ 2520 นี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารประถมศึกษาครั้งใหญ่
7. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกาศโดยนายอานันท์ ปันยารชุม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น แผนนี้ได้ปรับปรุงมาจากแผนการศึกษา พ.ศ.2520 เพื่อให้ระบบการศึกษาสนองตอบความต้องการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน สังคมไทยอย่างรวดเร็ว และสร้างความสมดุลในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการศึกษาในระบบ 6:3:3โดยมุ่งจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาบุคคลใน 4 ด้านอย่างสมดุลและกลมกลืนกัน คือ ด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกาย และด้านสังคม ตลอดจนมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและสามารถพึ่งตนเองได้
8. แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545-2559 โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานอนุกรรมการ ในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี  เรื่องสำคัญที่ครูทุกคนจำได้ในแผนนี้ คือสอนให้นักเรียน เก่ง ดี มีสุข
วัตถุประสงค์ 1 : พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 1 : การพัฒนาทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้มีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ 
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 2 : การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ 
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 3 : การปลูกฝังและเสริมสร้าง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในระบบวิถีชีวิตที่ดีงาม 
แนว นโยบายเพื่อดำเนินการ 4 : การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพึ่งพาตนเอง และเพิ่มสมรรถนะการแข่งขันในระดับนานาชาติ 
วัตถุประสงค์ 2 : สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้ 
แนวนโยบาย เพื่อดำเนินการ 5 : การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของคน 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 6 : การส่งเสริมการวิจัยและการเรียนรู้ของสังคมไทย 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 7 : การสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้และเผยแพร่ความรุ้และการเรียนรู้ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ 
วัตถุ ประสงค์ 3 : เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 8 : การส่งเสริมและสร้างสรรค์ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนฐานของศาสนาภูมิปัญญาท้องถิ่น/ไทย 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 9 : การจำกัด ลด ขจัดปัญหาทางโครงสร้างที่ก่อให้เกิดและ/หรือคงไว้ซึ่งความยากจน ขัดสน ด้อยทั้งโอกาสและศักดิ์ศรีของคนและสังคมไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 10 : การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศ 
แนวนโยบายเพื่อดำเนินการ 11 : การจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคนและสังคมไทย

   แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2552-2559
เสนอโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรมว.ศึกษาธิการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545-2559 ที่ใช้มาแล้วครึ่งทางและยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 7 ปี
สาระสำคัญของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559)
ปัจจุบันแม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เนื่องจากแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับเดิม (พ.ศ. 2545- 2559) นั้น เป็นแผนระยะยาวที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงเห็นควรให้คงปรัชญาหลัก เจตนารมณ์ และวัตถุประสงค์ของแผนฉบับเดิมไว้ แล้วปรับปรุงในส่วนของนโยบายเป้าหมาย และกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ปรัชญาหลักและกรอบแนวคิด
การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559) ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอ ดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
เจตนารมณ์ของแผน
แผนการศึกษาแห่งชาติมีเจตนารมณ์เพื่อมุ่ง (1) พัฒนาชีวิตให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” และ (2) พัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งและมีดุลยภาพใน 3 ด้าน คือ เป็นสังคมคุณภาพ สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้  และสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทรต่อกัน
วัตถุประสงค์ของแผน
1. เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552-2559)  จึงกำหนดวัตถุประสงค์ของแผนฯ ที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้
2. พัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา
3. เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
4. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้
แนวนโยบาย เป้าหมาย และกรอบการดำเนินงาน
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสามประการดังกล่าว ประกอบกับการคำนึงถึงทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตที่เน้นการใช้ความรู้เป็น ฐานของการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ประชากร สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้กำหนดแนวนโยบายในแต่ละวัตถุประสงค์ ดังนี้
วัตถุประสงค์ 1 พัฒนาคนอย่างรอบด้าน และสมดุล เพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนาแนวนโยบาย
1.1 พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับและประเภทการศึกษา
1.2 ปลูกฝังและเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม มีจิตสำนึกและมีความภูมิใจในความเป็นไทย  มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และรังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
1.3 เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตได้มีโอกาส เข้าถึงบริการการศึกษาและการเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ยากจน อยู่ในท้องถิ่นห่างไกล ทุรกันดาร
1.4 ผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และร่วมมือกับนานาประเทศ
1.5 พัฒนามาตรฐานและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งระบบประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก
1.6 ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานมีคุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
วัตถุประสงค์ 2 สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้แนวนโยบาย
2.1 ส่งเสริมการจัดการศึกษา อบรม และเรียนรู้ของสถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
2.2 ส่งเสริมสนับสนุนเครือข่ายภูมิปัญญา และการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม พลศึกษา กีฬาเป็นวิถีชีวิตอย่างมีคุณภาพและตลอดชีวิต
2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา พัฒนาระบบบริหารจัดการความรู้ และสร้างกลไกการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์
วัตถุประสงค์ 3 พัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคน และสร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้
แนวนโยบาย
3.1 พัฒนาและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพ เพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเร่งรัดกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ประชาชน ประชาสังคม และทุกภาคส่วนของสังคมในการบริหารจัดการศึกษา และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา
3.4 ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และการลงทุนเพื่อการศึกษา ตลอดจนบริหารจัดการ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
3.5 ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าประเทศด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นสากลของการศึกษา เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ขณะเดียวกันสามารถอยู่ร่วมกันกับพลโลกอย่างสันติสุข มีการพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกัน
การบริหารแผนสู่การปฏิบัติ
แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการนำแผนสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่เน้นเป้าหมาย 3ด้าน คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา ตลอดจนคำนึงถึงความสอดคล้องกับระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงเห็นควรกำหนดระยะเวลาดำเนินงานบริหารแผนสู่การปฏิบัติเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 แผนงานรีบด่วน ระหว่างปี 2552-2554 ให้เร่งดำเนินการตามข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง โดยให้มีการจัดทำแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาตามประเด็นเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่
1) แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา 
2) แผนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 
3) แผนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา รวมทั้งควรมีการสร้างกลไกเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการศึกษาแห่ง ชาติ
ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2552-2559 ให้เร่งดำเนินการตามนโยบายทั้ง 14 ด้านให้บรรลุผลตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนฯ เมื่อสิ้นสุดระยะที่ 1 และระยะที่ 2 รวมทั้งการเตรียมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ต่อไป
นอกจากนี้ ให้มีการจัดทำกรอบทิศทางการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาการศึกษาในภาพรวม และแผนพัฒนาการศึกษาแต่ละระดับ/ประเภทการศึกษา ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แก่ แผนพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนพัฒนาการอาชีวศึกษา แผนพัฒนาการอุดมศึกษา เป็นต้น
ในระดับจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และในระดับเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษาให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาแผนพัฒนาการศึกษาองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา
        ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ของทฤษฎีหลักสูตร
        ทฤษฎีหลักสูตรมีหน้าที่ ดังนี้
         1. บรรยาย (Description)
          การบรรยาย เป็นการบอกเล่าเกี่ยวกับ การจัดหมวดหมู่ หรือจัดจำแนกประเภทของความรู้ ที่มีรายละเอียดตามทฤษฎี ซึ่งมีการปรับแต่งโครงสร้าง ด้วยการแปลความหมายของแต่ละคน ที่มีความซับซ้อนของกิจกรรมที่สามารถปรับได้ โดยสรุปเป็นการจัดการ และสรุปความรู้
          2. ทำนาย (Prediction)
          การทำนาย ทฤษฎีสามารถทำนายเหตุการณ์ ทั้งที่เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด ทั้งนี้อาศัยพื้นฐาน หลักการอธิบายเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน บางครั้งการทำนายเป็นการทำหน้าที่ของทฤษฎีที่อยู่เหนือความคาดหมาย
          3. อธิบาย (Explanation)
          การอธิบาย คำว่า ทำไมไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ แต่ไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะ ทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง หรือสิ่งที่แฝงอยู่ ที่เป็นเหตุผลในสัมพันธภาพนั้น
          4. แนะแนว (Guidance)
          ทฤษฎี ทำหน้าที่เช่นเดียวกันกับการแนะแนว ทฤษฎีช่วยนักวิจัยเลือกข้อมูล เพื่อการวิเคราะห์และสร้างข้อสรุปจากข้อมูล ทฤษฎีจึงส่งเสริมการค้นคว้าต่อเนื่อง
2.2 วิเคราะห์ พระราชบัญญัติการศึกษาของประเทศไทย กับทฤษฎีหลักสูตร
                 พ.ร.บ.การศึกษาของประเทศไทย
                            ทฤษฎีหลักสูตร
1. เกิดจากการศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายปฏิรูประบบราชการ
1. อธิบายตามความเป็นจริง เห็นความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริงต่างๆ กฎ หรือสมมติฐานที่แสดงความสัมพันธ์ในเชิงระบบ
2. เป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ผู้สนองพระบรมราชโองการ คือนายกรัฐมนตรี
2. ได้มาจากการศึกษาวิจัย หรือการคิดแบบอุปนัย หรือ     นิรนัย
3. ร่างโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านการประชาพิจารณ์
3. ได้มาจากหลายสาขาวิชา เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา  มนุษย์วิทยา และปรัชญา
4. บัญญัติไว้เป็นหมวด เพื่อให้บุคคล องค์กร หรือผู้ที่มีส่วน

เกี่ยวข้องต้องยึดถือ และปฏิบัติตาม เช่น หมวด 1บททั่วไป หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา หมวดระบบการศึกษา เป็นต้น
4. การสร้างทฤษฎี ต้องอาศัยระเบียบวิธีวิจัย

  การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน การยืนยันข้อมูล

5. ทฤษฎีเป็นความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์ ข้อเท็จจริง หรือถ้อยคำที่สามารถจัดจำแนกเป็นมโนทัศน์หลัก และหลักการทั่วไป

6. เป็นหลักการ กฎเกณฑ์ เกี่ยวข้องกับการศึกษา สิ่งที่เกิดขึ้นและการทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหลักสูตร